เมื่อ Netflix ประกาศสร้างซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่ดัดแปลงจากมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์ หลายคนคงคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพสงครามทรอยที่ยิ่งใหญ่สมจริง แต่ ทรอย วิบัติแห่งเมือง (Troy: Fall of a City) กลับนำเสนออะไรที่แตกต่างออกไป ด้วยการตีความใหม่ที่เน้นมุมมองของตัวละครที่มักถูกมองข้าม ทำให้เกิดทั้งเสียงชื่นชมและเสียงตำหนิอย่างรุนแรง เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ซีรีส์เรื่องนี้สมควรได้รับโอกาสหรือไม่
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
ซีรีส์เริ่มต้นด้วยปารีส (Louis Hunter) ชายหนุ่มเลี้ยงแกะผู้ค้นพบว่าตนเองคือเจ้าชายแห่งทรอยที่ถูกทิ้งตั้งแต่เด็ก หลังจากได้รับคำทำนายจากนักพยากรณ์ เขาเดินทางไปสปาร์ตาและได้พบกับเฮเลน (Bella Dayne) ราชินีผู้งดงาม ทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว และการตัดสินใจหนีตามกันไปก็นำไปสู่สงครามที่ยาวนานถึงสิบปี ซีรีส์ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของหลายตัวละคร ทั้งกษัตริย์ไพรแอม (David Threlfall) ที่พยายามปกป้องเมือง ฮีคเตอร์ (Tom Weston-Jones) เจ้าชายนักรบผู้รอบคอบ และโอดีสเซียส (Joseph Mawle) ราชาแห่งอิธากาผู้เจ้าเล่ห์ โดยเรื่องราวจะพาเราไปจนถึงจุดจบอันน่าสลดของเมืองทรอย
งานการแสดงและตัวละคร
นักแสดงในเรื่องนี้มีทั้งที่โดดเด่นและที่ทำให้ผิดหวังปนกันไป David Threlfall ในบทกษัตริย์ไพรแอม แสดงถึงความรักที่ท่วมท้นและความอ่อนแอของผู้นำที่ต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับประชาชนได้อย่างน่าประทับใจ Tom Weston-Jones ในบทฮีคเตอร์ ก็ถ่ายทอดความขัดแย้งภายในของนักรบผู้ภักดีแต่กลับต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายได้ดีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม Louis Hunter ในบทปารีส กลับถูกวิจารณ์ว่าขาดเสน่ห์และไม่สามารถสื่อถึงความหลงใหลที่ทำให้เกิดสงครามได้ ในขณะที่ Bella Dayne ในบทเฮเลน ก็ยังไม่สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเธอคือ 'ผู้หญิงที่ทำให้เรือหนึ่งพันลำถูกปล่อยลงน้ำ' ได้เต็มที่
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
งานภาพของซีรีส์นี้ทำได้ดีในหลายฉาก โดยเฉพาะการถ่ายทำที่ประเทศแอฟริกาใต้ที่ให้บรรยากาศทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างสวยงาม ฉากสงครามแม้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่าภาพยนตร์เรื่อง Troy (2004) แต่ก็มีความดิบและสมจริงในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะการเน้นความโหดร้ายของสงครามมากกว่าความกล้าหาญ ดนตรีประกอบโดย Rob Lane ช่วยเสริมอารมณ์ได้ดีในหลายตอน อย่างไรก็ตาม จังหวะการดำเนินเรื่องที่ช้าในบางตอนและการตัดต่อที่ไม่กระชับอาจทำให้ผู้ชมบางส่วนรู้สึกเบื่อ
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ ทรอย วิบัติแห่งเมือง แตกต่างจากงานดัดแปลงอื่น ๆ คือการพยายามให้เสียงกับตัวละครที่มักถูกมองข้าม เช่น ผู้หญิงและคนรับใช้ ซีรีส์ตั้งคำถามถึงแนวคิดเรื่องเกียรติยศและความรักในแบบที่ไม่คุ้นชิน ซึ่งอาจทำให้แฟน ๆ ตำนานดั้งเดิมรู้สึกไม่พอใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ กองบรรณาธิการมองว่าซีรีส์นี้มีความกล้าที่จะตีความใหม่ แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียความยิ่งใหญ่และเสน่ห์ของมหากาพย์เดิมไปบ้าง จุดเด่นคือการสร้างตัวละครที่มีมิติมากขึ้น โดยเฉพาะเฮคิวบา (Frances O'Connor) และแอนโดรมาคี (Chloe Pirrie) ที่ถูกเขียนให้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่อง
สรุป
ทรอย วิบัติแห่งเมือง เป็นซีรีส์ที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบการเล่าเรื่องที่แตกต่างและเปิดใจรับการตีความใหม่ในตำนานคลาสสิก แต่ถ้าคุณคาดหวังความมันส์แบบ <em>300</em> หรือความยิ่งใหญ่แบบภาพยนตร์ปี 2004 คุณอาจผิดหวัง โดยรวมแล้วเป็นผลงานที่กล้าแตกต่าง แต่ก็ต้องแลกกับความไม่สมบูรณ์แบบในหลายจุด
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การตีความใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตัวละครรองและผู้หญิง
- +งานภาพสวยงาม สมจริง แม้งบไม่สูงเท่าภาพยนตร์
- +การแสดงของ David Threlfall และ Tom Weston-Jones โดดเด่น
- +ดนตรีประกอบช่วยเสริมอารมณ์ได้ดี
👎 จุดด้อย
- −การดำเนินเรื่องช้าและบางตอนยืดเยื้อ
- −นักแสดงนำอย่าง Louis Hunter และ Bella Dayne ยังขาดเสน่ห์ที่ควรมี
- −แฟนตำนานอาจไม่พอใจกับการตีความที่เบี่ยงเบนจากต้นฉบับ
- −ฉากสงครามไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่คาดหวัง
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ซีรีส์เน้นการเล่าเรื่องจากมุมมองของตัวละครหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝั่งทรอยและผู้หญิง ต่างจากหนังที่เน้นอคิลลีสและความกล้าหาญ นอกจากนี้ซีรีส์ยังมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับมหากาพย์เดิมมากกว่า รวมถึงการมีเทพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง
มีทั้งหมด 8 ตอน จบในซีซันเดียว
สร้างจากมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์ ซึ่งเป็นวรรณกรรม ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ แม้เชื่อกันว่าสงครามทรอยอาจมีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง แต่รายละเอียดส่วนใหญ่เป็นตำนาน
ซีรีส์ได้รับคะแนนค่อนข้างต่ำ (5.75/10 จาก TMDB) โดยคำวิจารณ์หลักคือการดำเนินเรื่องช้าและการแสดงที่ไม่น่าประทับใจของนักแสดงนำ แต่ก็มีบางส่วนที่ชื่นชอบการตีความใหม่และการให้ความสำคัญกับตัวละครหญิง